สมัครสมาชิก

มุมเผยแพร่ผลงานวิชาการคุณครู

สมัครสมาชิกเพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการกับครูพันธุ์ใหม่ดอทคอม

ข่าว:

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้ชุดกิจกรรมรอบรู้เรื่องตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา              และพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
ชื่อผู้ศึกษา นางสาวโสรยา  แดงชัย
ปีการศึกษา 2557

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมรอบรู้เรื่องตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมรอบรู้เรื่องตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เพื่อประเมินดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ ชุดกิจกรรมรอบรู้เรื่องตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้  ชุดกิจกรรมรอบรู้เรื่องตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประชากรได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโฮ่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 2 ที่เรียนรายวิชา สุขศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวนนักเรียน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ ชุดกิจกรรมรอบรู้เรื่องตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา                  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมรอบรู้เรื่อง          ตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมรอบรู้เรื่องตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2            แบบแผนการดำเนินการการทดลองใช้ชุดกิจกรรมรอบรู้เรื่องตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ใช้แบบแผนการพัฒนาแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน (The One Group, Pretest-Posttest Design) การวิเคราะห์ข้อมูล ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติที่ใช้ในการคำนวณดัชนีประสิทธิผล ซึ่งผลการศึกษาพบว่า
ชุดกิจกรรมรอบรู้เรื่องตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.78/86.33
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมรอบรู้เรื่องตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมรอบรู้เรื่องตัวเรา          กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เท่ากับ .7421
นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมรอบรู้เรื่องตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่สร้างขึ้นโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.38, = σ 0.13)

2
   
ชื่อเรื่อง     รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง การบวก การลบ และการคูณทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่ง สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน           
            ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดนครปฐม

ชื่อผู้ศึกษา นางสาววัลลี  จันทร์แจ้ง
ปีที่พิมพ์ 2560


บทคัดย่อ

    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง การบวก การลบ และการคูณทศนิยม
ไม่เกินสองตำแหน่ง สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดนครปฐมมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและ หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง การบวก การลบ และการคูณทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่ง สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 10 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง การบวก การลบ และการคูณทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่ง สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาศึกษาปีที่ 5 จำนวน 7 เล่ม และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ใช้สถิติวิลคอกซอน ซายน์ แรงค์ (the wilcoxon signed ranks test) วิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป
      ผลการศึกษาพบว่า
    1.  แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง การบวก การลบ และการคูณทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่ง สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน        โสตศึกษาจังหวัดนครปฐม มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.00/80.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80
    2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง การบวก การลบ และการคูณทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่ง สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดนครปฐมสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3
บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายดังนี้ 1)เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกการเขียนสรุปความ โดยวิธีจัดกรอบมโนทัศน์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  ตามเกณฑ์  75/75  2)เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการเขียนสรุปความก่อนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกการเขียนสรุปความ โดยวิธีจัดกรอบมโนทัศน์  และ 3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกการเขียนสรุปความ โดยวิธีจัดกรอบมโนทัศน์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  การดำเนินการวิจัยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา มี 3 ขั้นตอน ดังนี้  ขั้นตอนที่ 1 การสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกการเขียนสรุปความ โดยวิธีจัดกรอบมโนทัศน์ ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดทฤษฎี หลักการสร้างชุดฝึก จากนั้นสร้างชุดฝึกจำนวน 5 ชุดฝึก ประกอบด้วยชุดฝึกที่เป็นคู่มือครูและชุดฝึกที่เป็นคู่มือนักเรียน ให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ตรวจสอบความเหมาะสมของชุดฝึกการเขียนสรุปความ โดยวิธีจัดกรอบมโนทัศน์ แล้วนำไปทดลองใช้ 3 ครั้ง  ครั้งที่ 1 ใช้กับนักเรียนโรงเรียนอนุบาลด่านช้าง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 จำนวน 3 คน เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของภาษาและเวลาที่ใช้ทำกิจกรรม จากนั้นนำไปทดลองใช้ ครั้งที่ 2 กับนักเรียนโรงเรียนอนุบาลด่านช้าง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 จำนวน 9 คน เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดฝึกการเขียนสรุปความ โดยวิธีจัดกรอบมโนทัศน์ และจากนั้นนำไปทดลองใช้ ครั้งที่ 3 กับนักเรียนโรงเรียนอนุบาลด่านช้าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 จำนวน 30 คน เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดฝึกการเขียนสรุปความ โดยวิธีจัดกรอบมโนทัศน์  ตามเกณฑ์ 75/75 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยชุดฝึกการเขียนสรุปความ โดยวิธีจัดกรอบมโนทัศน์  แบบประเมินความเหมาะสมของชุดฝึกการเขียนสรุปความ โดยวิธีจัดกรอบมโนทัศน์ แบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียนสรุปความ สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานและสูตรการหาประสิทธิภาพ  E1/ E2  ขั้นตอนที่ 2 การทดลองใช้ชุดฝึกการเขียนสรุปความ โดยวิธีจัดกรอบมโนทัศน์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  โรงเรียนวัดด่านช้าง จำนวน 30 คน แบบแผนการการทดลอง One Group Pretest – Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย ชุดฝึกการเขียนสรุปความ โดยวิธีจัดกรอบมโนทัศน์  แบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียนสรุปความ  สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test  แบบ Dependent  ขั้นตอนที่ 3 การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกการเขียนสรุปความ โดยวิธีจัดกรอบมโนทัศน์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  4 โรงเรียนวัดด่านช้าง  จำนวน  30  คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย  ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 
1. ชุดฝึกการเขียนสรุปความ โดยวิธีจัดกรอบมโนทัศน์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นถมประศึกษาปีที่ 4 มี 4 ส่วน คือ 1)  คู่มือการเขียนสรุปความโดยวิธีจัดกรอบมโนทัศน์ มีกระบวนการในการทำแบบฝึก 3 ขั้น คือ ขั้นอ่าน ขั้นคิด และขั้นเขียน และนำมาจัดกรอบมโนทัศน์ตามแนวคิดของ โนแวค และโกวิน 5 ขั้น คือ 1)ขั้นเลือก 2)ขั้นจัดลำดับ 3)ขั้นจัดกลุ่ม 4)ขั้นจัดระบบ และ 5)ขั้นเชื่อมโยงมโนทัศน์  2)  แผนการจัดการเรียนรู้  3)  แบบฝึกการเขียนสรุปความโดยวิธีจัดกรอบมโนทัศน์  และ  4)  แบบทดสอบความสามารถในการเขียนสรุปความ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ( = 4.53, S.D.= 0.52) เมื่อนำไปทดลองใช้พบว่ามีประสิทธิภาพ 78.30 /77.78 
2. ผลการเปรียบเทียบความสามารถการเขียนสรุปความก่อนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกการเขียนสรุปความ โดยวิธีจัดกรอบมโนทัศน์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นถมประศึกษาปีที่ 4  พบว่า ความสามารถการเขียนสรุปความหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ผลการศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อชุดฝึกการเขียนสรุปความ  โดยวิธีจัดกรอบมโนทัศน์ ที่พัฒนาขึ้นโดยภาพรวมมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ( = 4.22, S.D.= 0.65) 

4
ชื่อเรื่อง                  การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปผ่านอินเทอร์เน็ตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พลเมืองดีกับวิถีการดำเนินชีวิต  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้วิจัย                      นายประทีป  ชัยเพชร
กลุ่มสาระการเรียนรู้    สังคมศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม
สาระ                      หน้าที่พลเมือง  วัฒนธรรม  และการดำเนินชีวิตในสังคม 
หน่วยงาน                โรงเรียนวัดธรรมาราม  ตำบลนาข้าวเสีย  อำเภอนาโยง  จังหวัดตรัง
ปีการศึกษา              2558

บทคัดย่อ

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1) ศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปผ่านอินเทอร์เน็ตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  พลเมืองดีกับวิถีการดำเนินชีวิต  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปผ่านอินเทอร์เน็ตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  พลเมืองดีกับวิถีการดำเนินชีวิต  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูปผ่านอินเทอร์เน็ตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  พลเมืองดีกับวิถีการดำเนินชีวิต  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  คือ  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2558  โรงเรียนวัดธรรมาราม  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1 จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย บทเรียนสำเร็จรูปผ่านอินเทอร์เน็ต แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  และแบบสอบถามความพึงพอใจ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 
ผลการวิจัยพบว่า  1) บทเรียนสำเร็จรูปผ่านอินเทอร์เน็ตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  พลเมืองดีกับวิถีการดำเนินชีวิต  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.21/82.10  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ คือ 80/80  2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปผ่านอินเทอร์เน็ตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  พลเมืองดีกับวิถีการดำเนินชีวิต  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  ซึ่งมีคะแนนการทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ย  เท่ากับ 13.22 คะแนน  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เท่ากับ 2.08  คะแนนการทดสอบหลังเรียนเฉลี่ย  เท่ากับ 24.61 คะแนน  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เท่ากับ 1.97  ผลต่างของคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 11.39 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เท่ากับ 1.74  และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนสำเร็จรูปผ่านอินเทอร์เน็ตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พลเมืองดีกับวิถีการดำเนินชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 
5
ชื่อเรื่อง                การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปผ่านอินเทอร์เน็ตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พลเมืองดีกับวิถีการดำเนินชีวิต  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้วิจัย                  นายประทีป  ชัยเพชร
กลุ่มสาระการเรียนรู้  สังคมศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม
สาระ                    หน้าที่พลเมือง  วัฒนธรรม  และการดำเนินชีวิตในสังคม 
หน่วยงาน            โรงเรียนวัดธรรมาราม  ตำบลนาข้าวเสีย  อำเภอนาโยง  จังหวัดตรัง
ปีการศึกษา          2558

บทคัดย่อ

          การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1) ศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปผ่านอินเทอร์เน็ตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  พลเมืองดีกับวิถีการดำเนินชีวิต  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปผ่านอินเทอร์เน็ตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  พลเมืองดีกับวิถีการดำเนินชีวิต  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูปผ่านอินเทอร์เน็ตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  พลเมืองดีกับวิถีการดำเนินชีวิต  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 
          กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  คือ  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2558  โรงเรียนวัดธรรมาราม  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1 จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย บทเรียนสำเร็จรูปผ่านอินเทอร์เน็ต แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  และแบบสอบถามความพึงพอใจ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 
          ผลการวิจัยพบว่า  1) บทเรียนสำเร็จรูปผ่านอินเทอร์เน็ตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  พลเมืองดีกับวิถีการดำเนินชีวิต  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.21/82.10  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ คือ 80/80  2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปผ่านอินเทอร์เน็ตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  พลเมืองดีกับวิถีการดำเนินชีวิต  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  ซึ่งมีคะแนนการทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ย  เท่ากับ 13.22 คะแนน  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เท่ากับ 2.08  คะแนนการทดสอบหลังเรียนเฉลี่ย  เท่ากับ 24.61 คะแนน  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เท่ากับ 1.97  ผลต่างของคะแนนเฉลี่ย  เท่ากับ 11.39 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เท่ากับ 1.74  และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนสำเร็จรูปผ่านอินเทอร์เน็ตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พลเมืองดีกับวิถีการดำเนินชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( 4.85)
6
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาชุดการเรียน ชุด ตัวของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ผู้พัฒนา นางรีวรรณ  เกตตะพันธ์
หน่วยงาน โรงเรียน อบจ.เมืองภูเก็ต  อำเภอเมืองภูเก็ต  จังหวัดภูเก็ต สังกัดกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต
ปีที่รายงาน 2559

บทคัดย่อ

การพัฒนาชุดการเรียน ชุด ตัวของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดการเรียน ชุด ตัวของเรา กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ตัวของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียน ชุด ตัวของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประชากรที่ใช้ในการพัฒนา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน อบจ. เมืองภูเก็ต ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2559 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา ได้แก่ ชุดการเรียน ชุด ตัวของเรา จำนวน 4 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 18 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ตัวของเรา จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความ พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียน ชุด ตัวของเรา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (x-bar) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s.d.) และค่าที (t)
ผลการพัฒนา พบว่า
1.  ประสิทธิภาพของชุดการเรียน ชุด ตัวของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์              ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 90.04/86.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ที่ตั้งไว้
2.  นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียน ชุด ตัวของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้              ชุดการเรียน ชุด ตัวของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.69 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.57 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักเรียน                      ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน อบจ.เมืองภูเก็ต มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุด                  การเรียน ชุด ตัวของเรา อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยด้านที่นักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุดเป็นลำดับแรก คือ ชุดการเรียนนี้นักเรียนสามารถทำกิจกรรมในชุดการเรียนนี้ได้ด้วยตนเอง โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.83 รองลงมา คือ นักเรียนมีความกระตือรือร้นและติดตามบทเรียนอยู่เสมอและสามารถนำความรู้ที่ได้จากชุดการเรียนนี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.78 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.54 และนักเรียนชอบเรียนโดยใช้ชุดการเรียนนี้โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.72 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.62 ตามลำดับ

7
บทคัดย่อ
                 
ชื่อเรื่อง    รายงานการพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 โดยการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากข้าวโพด
ชื่อผู้รายงาน  นางจินตนา  ฉิมมุสิก
      การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  (1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากข้าวโพด ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  (2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลการพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากข้าวโพด (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1  ที่มีต่อการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากข้าวโพด กลุ่มประชากรเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลชั้นปีที่ 1 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559  ของโรงเรียนนิคมพัฒนาผัง 120  จำนวน 17 คน โดยดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากข้าวโพด จำนวน 24 กิจกรรม แผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากข้าวโพด จำนวน 24 แผน  แบบทดสอบวัดความสามารถการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1  แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ความสามารถการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากข้าวโพด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( )และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ( )
      ผลการศึกษาพบว่า (1) ประสิทธิภาพของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากข้าวโพด มีประสิทธิภาพ (E1/E2)  เท่ากับ  82.10 / 82.35 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 (2) ผลการพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ระหว่างก่อนและหลังการจัด กิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์จากข้าวโพด ปรากฏว่าหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากข้าวโพด นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 มีความสามารถการคิดวิเคราะห์สูงขึ้นก่อนการจัดกิจกรรมอย่างเห็นได้ชัดเจน  (3) ผลการศึกษาด้านความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลชั้นปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จากข้าวโพด ปรากฏว่า นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 มีค่าเฉลี่ยระดับความพึงพอใจโดยรวมทั้ง 8 สัปดาห์( ) มีค่าเท่ากับร้อยละ 97.66 อยู่ในระดับความพึงพอใจระดับมาก
8
                                                                          บทคัดย่อ

การศึกษาผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด ถั่วเหลืองหมักพื้นบ้านไทใหญ่ (ถั่วเน่า)  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
(งานบ้าน) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ๙  อำเภอแม่อาย  จังหวัดเชียงใหม่  ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ชุด ถั่วเหลืองหมักพื้นบ้านไทใหญ่ (ถั่วเน่า)  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยกำหนดเกณฑ์ 80/80  เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด ถั่วเหลืองหมักพื้นบ้านไทใหญ่ (ถั่วเน่า) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด ถั่วเหลืองหมักพื้นบ้านไทใหญ่ (ถั่วเน่า)  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ประชากรที่ใช้ในการศึกษา  คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2559  โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ๙  อำเภอแม่อาย  จังหวัดเชียงใหม่  จำนวน  33 คน  สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย  เอกสารประกอบการเรียนชุด ถั่วเหลืองหมักพื้นบ้านไทใหญ่ (ถั่วเน่า) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีจำนวน 6 ชุด  แผนการจัด การเรียนการสอน  เรื่อง ถั่วเหลืองหมักพื้นบ้านไทใหญ่ (ถั่วเน่า) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ถั่วเหลืองหมักพื้นบ้านไทใหญ่ (ถั่วเน่า) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด ถั่วเหลืองหมักพื้นบ้านไทใหญ่ (ถั่วเน่า) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ผู้ศึกษาได้วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าประสิทธิภาพ  ค่าเฉลี่ย  ค่าร้อยละและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และนำเสนอข้อมูลในรูปตารางประกอบคำบรรยาย
              ผลการศึกษาพบว่า 
1.  เอกสารประกอบการเรียน ชุด ถั่วเหลืองหมักพื้นบ้านไทใหญ่ (ถั่วเน่า) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีประสิทธิภาพ  86.01/85.05 
2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด ถั่วเหลืองหมักพื้นบ้านไทใหญ่ (ถั่วเน่า) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ  12.76 คิดเป็นร้อยละ  42.53 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ  25.52  คิดเป็นร้อยละ 85.05  คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  12.76  คะแนน  คิดเป็นร้อยละ  42.53
3.  ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด ถั่วเหลืองหมักพื้นบ้านไทใหญ่ (ถั่วเน่า) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  อยู่ในระดับ  มากที่สุด  ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจเท่ากับ  4.55
9
บทคัดย่อ

การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเอกสารประกอบการเรียนเรื่อง การใช้โปรแกรมในการนำเสนอข้อมูล Microsoft Office PowerPoint 2007 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) หาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การใช้โปรแกรมในการนำเสนอข้อมูล Microsoft Office PowerPoint 2007 โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การใช้โปรแกรมในการนำเสนอข้อมูล Microsoft Office PowerPoint 2007 โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนและ 4) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การใช้โปรแกรมในการนำเสนอข้อมูล Microsoft Office PowerPoint 2007 โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนวัดด่านช้าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 34 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่มเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่  1) เอกสารประกอบการเรียนเรื่อง การใช้โปรแกรมในการนำเสนอข้อมูล Microsoft Office PowerPoint 2007 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8 เล่ม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 30 ข้อ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การใช้โปรแกรมในการนำเสนอข้อมูล Microsoft Office PowerPoint 2007 โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ผู้ศึกษาค้นคว้าได้ดำเนินการสอนด้วยตนเอง ใช้เวลาทดลองสอนรวม 18 ชั่วโมงสถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)
ผลการศึกษาพบว่า
1. เอกสารประกอบการเรียนเรื่อง การใช้โปรแกรมในการนำเสนอข้อมูล Microsoft Office PowerPoint 2007 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.67/87.90 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การใช้โปรแกรมในการนำเสนอข้อมูล Microsoft Office PowerPoint 2007 โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีมีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.8408 หรือร้อยละ 84.08
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การใช้โปรแกรมในการนำเสนอข้อมูล Microsoft Office PowerPoint 2007 โดยใช้เอกสารประกอบ การเรียน มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การใช้โปรแกรมในการนำเสนอข้อมูล Microsoft Office PowerPoint 2007 โดยใช้เอกสารประกอบ การเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก

10
ชื่อเรื่อง รายงาน การพัฒนาผู้เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์
ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้ศึกษา นางวีรินทร์  ชูทรัพย์ทวีกุล
ตำแหน่ง ครูวิทยฐานะ ชำนาญการ
พื้นที่ศึกษา โรงเรียนโนนจานวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
มหาสารคาม เขต 2
ปีที่ศึกษา ปีการศึกษา  2559

บทคัดย่อ

การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  ดังนี้ 1)เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย  เรื่อง  แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง  แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD) ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่องการเขียน  ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย  เรื่อง  แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2   
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา  2559 โรงเรียนโนนจานวิทยา  อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย  จังหวัดมหาสารคาม เขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 2  จำนวน 3  ห้องเรียน จำนวนนักเรียน  44  คน  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา  2559 โรงเรียนโนนจานวิทยา  อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย  จังหวัดมหาสารคาม เขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 2 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 12  คน  ซึ่งได้จากการสุ่มแบบเจาะจง(Purposive Sampling) 
สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean)
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) และสถิติที่ใช้ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือได้แก่ การหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ E1/E2 และการทดสอบค่า t  (t - test) 

ผลการศึกษาค้นคว้า  ปรากฏดังนี้
1. แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  กลุ่มสาระการเรียนรู้  ภาษาไทยที่สร้างขึ้น  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.04 / 88.33 
2. แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD)
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2    ที่สร้างขึ้นมีค่าดัชนีประสิทธิผลทางการเรียน  เท่ากับ  0.67 
3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  พบว่า  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 โดย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ค่าอำนาจจำแนกเท่ากับ .55  ค่าความเชื่อมั่น ( ) ของวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เท่ากับ 0.76 
4. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  หน่วยการเรียนรู้ที่ 2  เรื่องการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  อยู่ในอยู่ในระดับพึงพอใจมาก
ค่าอำนาจจำแนกเท่ากับ .51  ค่าความเชื่อมั่น ( ) ของแบบวัดความพึงพอใจ  เท่ากับ  .75
โดยแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค(STAD)
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2  มีประสิทธิภาพเหมาะสม ทำให้นักเรียนมีความรู้ในทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ดีขึ้น และนักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียน  จึงควรสนับสนุนให้ครูนำแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ไปใช้  เพื่อประโยชน์ต่อการเรียนการสอนต่อไป

หน้า: [1] 2 3 ... 10